Tour

เดินเที่ยวป่า"กุยบุรี"

posted on 15 Feb 2009 16:27 by eitchiko  in Tour

ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศการเดินป่า ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

คณะทัวร์ของเรามี 4 คน  เริ่มออกเดินทางจากอำเภอบางสะพาน ระยะทางประมาณ 135 Km ถ้าอ้างอิงจาก Map ของ Google Earth ขับดีๆก็ซักชั่วโมงนึงก็ถึงแล้วครับ  แต่ถ้ามาจากกรุงเทพก็ไกลหน่อยล่ะ

เป้าหมายของการมาเที่ยวครั้งนี้ คือ เดินป่า และนอนกางเต๊นท์ เพือสัมผัสบรรยากาศความลำบากในที่ๆห่างไกล 7Eleven 

อย่างที่เห็นครับ นี่คือช่วงแรกของการเดินทาง เจ้าหน้าที่อุทยานขับรถกระบะ 4wheel drive เข้ามาส่ง ตอนนั้นเราเพิ่งมาถึงกันใหม่ๆ แต่ละคนเก่งๆทั้งนั้น บ่นกันว่าจะเอารถเข้ามาส่งทำไมว๊า ........หึหึ (เดี๋ยวรู้กัน)

หลังลงรถต่างคนต่างสะพายกระเป๋าสัมภาระ เครื่องดื่ม อุปกรณ์ยังชีพ เต๊นท์ เปลนอน และกล้องถ่ายรูปกันคนละตัว ใช้ครับ! นี่มันต้องเป็นทริปถ่ายภาพแน่ๆ

ระหว่างเดินทางไปผมกับเพื่อนอีกคน ดันไม่ได้เตรียมเต๊นท์ไป เราจึงต้องเช่าเต๊นท์ของอุทยาน และนี่ก็เป็นอีกบทเรียนนึงที่จะทำให้ผมจำต่อไป เพราะเต๊นท์ของอุทยานหนักมากๆครับ หนักขนาดว่าเดินไกลๆต้องช่วยกันหามเลยทีเดียว

เราเดินเพื่อไปยังจุดกางเต๊นท์ ใช้เวลาเดินเท้าจากปากทางประมาณ 50 นาทีจริงๆระยะทางไม่ไกล(ไม่น่าจะไกลมั้ง ^^) แต่ภูมิประเทศมีความหลากหลาย ระหว่างเดินต้องใช้วิชาจากหลายสำนักรวมกัน ทั้งวิชาตัวเบา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ผ่านป่าทึบ ลำธาร 9ล9

จุดตั้งแคมป์ของเรา ที่พี่เจ้าหน้าที่เลือกให้อยู่ติดลำธาร ใต้ต้นไม้ใหญ่และทึบ ซึ่ออยู่ในซอกเขาด้วยเห็นเป็นปราการหินมหึมาที่ทิศตรงข้าง มีต้นไทรต้นใหญ่เติบโตติดหน้าผานั้นด้วย

ก่อนเริ่มกางเต๊นท์และเปลพี่เจ้าหน้าที่ก็จะจุดไฟไล่ยุง และก่อกองไฟ กองไฟที่จุดนี้จำเป็นมากต่อการอยู่ในป่า ตั้งแต่ใช้เพื่อทำอาหารและยังใช้สำหรับไล่สัตว์ป่า เช่น เสือ และอื่นๆ จากคำให้การในชั้นศาล เอ้ย! การสอบถามมา เค้าว่าตามธรรมชาติแล้วสัตว์จะกลัวกลิ่นควันไฟ ดังนั้นเราควรจะก่อไฟและเติมไปเรื่อยๆจนเช้า

เต๊นท์อุทยาน ถึงจะหนัก แต่ขอบอกว่านอนสบายมากเลยครับ ซึ่งแตกต่างจากเปลสนามที่มีน้ำหนักเบาแต่ถ้ามีอุปกรณ์กันลมกันฝนไม่ดีล่ะ  เป็นเรื่องเลยนะครับพี่ 2 คนที่นอนเปลมีแอบกระซิบมาด้วยล่ะว่าตอนนอนเปล แกฝันว่าเสือมันมากอดที่เปล ร้องแทบตาย แต่มาดูตอนเช้ากลายเป็นกิ่งไม้หล่นลงมาพาดเปล ผมว่าจะใช้อะไรก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ ถ้าไปเดินป่าไกลๆใช้เปลก็เหมาะกว่าจะได้ไม่เป็นภาระมากเกินไป

เที่ยวป่าช่วงเดือนมกราคมมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ข้อดีที่เห็นคือตอนเดินเข้าป่าลึกๆแล้วจะไม่ลื่นจากตะใคร่ หรือความชื้น แต่ข้อเสียคือจะเสียบรรยากาศชื้นๆแบบป่าไป มอส เฟิร์นจะแห้งๆไม่เขียวสด ถ่ายภาพออกมาจะไม่ค่อยประทับใจจอร์ด แต่ที่ต้องระวังอยู่ทุกฤดู ก็เป็นพวกสัตว์ป่าต่างๆ แมลง ทาก เหล่านี้แต่ละฤดูมีไม่เหมือนกันทริปนี้ผมโดนไป 2 ตัวเป็นเห็บป่าแผลยังคันอยู่เลย

จริงๆเราเตรียมของกินกันไปเยอะมากครับ แต่ดันพลาดจุดใหญ่คือ น้ำดื่ม "ถึงจะไร้รสชาติ แต่มันขาดไม่ได้จริงๆนะจะบอกให้" ดังนั้นทางเดียวเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดคือแหล่งน้ำข้างๆแคมป์ ตักใส่หม้อแล้วต้มจนพอเดือดแล้วเอามากิน เหม็นควันไฟนิดหน่อยแต่พอไหวครับ

เรื่องน้ำจบไป!ต่อไปเป็นเรื่องของกินครับ ไป 4คนแต่ละคนมีมาม่าอย่างน้อย 4 ห่อ ผมมีไป 6 ห่อเพื่อนผมหนักกว่าเพราะมันมี 8 ห่อ เพราะตอนแรกกะว่าจะซัดมาม่ากันทุกมื้อแต่ หึหึผิดคาดอย่างแรง เพราะเจ้าหน้าที่ได้นำเสนอ .........ต้มยำปลาอะไรซักอย่างแหละลืมชื่อ  หึหึ เครื่องต้มยำมีการเตรียมมาครับพี่น้อง มีข้าวสารมาหุงกินกันด้วย หม้อสนามนี่แหละหุงข้าวได้นิ่มอร่อยมาก มันมีสูตรข้าว1ฝา และน้ำ 1 หม้อหุงแบบไม่เช็ดน้ำจะสุกนิ่มพอดีเปะ

หลังจากทำอาหารกัน เมนูวันนั้นมีเยอะเลยครับ ปลาย่าง ต้มยำปลา เนื้อย่าง มาม่าต้ม เนื้อหมูผัดใส่มันฝรั่งอร่อยและเยอะจนลืมนึกไปว่าต้องมาลำบากนี่หว่า นึกได้ก็แอบทำตัวลำบากนิดหน่อย หึหึ เพื่ออะไร? กินไปคุยไปฟังเรื่องที่พี่เค้าทำงานอุทยาน คอยจับพวกตัดไม้ พวกล่าสัตว์ ต้องเดินลาดตระเวณปกป้องผืนป่า เดินไปตามชายแดนเพื่อนบ้าน เป็นหน้าที่ๆต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องสิงที่ล้ำค่าของบ้านเรา อาชีพไม่อาจแสวงหาความมั่งคั่งได้ เงินทองไม่ใช่เป้าหมายแต่ต้องให้อุดมการณ์และความรักในผืนป่าจริงๆเท่านั้นครับจึงจะทำได้ ฟังแล้วผมจึงอดชื่นชมหน้าที่ของอาชีพนี้ไม่ได้เลย ^^

เราคุยกันไปเติมไฟไปเรื่อยๆ บรรยายกาศในป่าทั้งเงียบและหนาวเหน็บ มีเสียงของสัตว์ป่าดังมาเป็นระลอก คืนที่ไปเป็นคืนเดือนสว่างไม่มีแสงดาว ความเงียบและมืดมิดได้นำพาหัวใจคนเข้าสู่ห้วงเวลาของความเหงา และการพักผ่อนได้อย่างง่ายดายนัก ผมจึงเผลอหลับไปในเต๊นท์เพื่อตื่นมาพบเช้าวันใหม่ และการเดินทางครั้งใหม่

edit @ 15 Feb 2009 17:52:11 by Eitchiko

เมื่อเร็วๆนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2551 วันที่เท่าไหร่นั้นผมก็จำไม่ได้ ผมมีดอ(โอกาส)กาสได้เห็นเรือรบหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเครื่องบินแห่งราชนาวี

ความทรงจำเกี่ยวกับเรือลำนี้เริ่มขึ้นตอนสมัยประถมปลาย(ประมาณ ป. 5 เห็นจะได้) ช่วงนั้นผมกับพี่ชายสองคนมีความสนอกสนใจเกี่ยวกับเครื่องบินรบ เจอหนังสือประเภทเครื่องบินก็จะรบเร้าแม่ให้ซื้อให้ คนละเล่มแต่ไม่ซ้ำกัน มีเล่มนึงที่เป็นเรื่องรายละเอียดของเรือลำนี้ครับ มีหลายสิ่งหลายอย่างบนเรือลำนี้ที่กระตุ้นต่อมความสงสัยของเด็กชายวัประถม อย่างเช่นเครื่องบินลำก็ใหญ่ทำไมมันลงบนเรือได้ หรืออาจจะเป็น ทั้งๆที่เครื่องบินมันก็บินได้แล้วจะขนบนเรือไปทำไม ตอนที่มีการถ่ายทอดสดการปล่อยเรือผมก็เฝ้าหน้าจออย่างจดจ่อ แล้วขวดไวน์ก็ถูกกระแทกแตกที่หัวเรือจนได้ ภาพประกอบที่สวยงามภายในหนังสือและทีวีก็ถูกละลายหายไปกับกาลเวลาอันเนิ่นนาน ข่าวคราวของเรือลำนี้ไม่มีผ่านเข้ามาในหูผมเลย T_T

แล้วเรือรบในตำนานของผมก็กลับมาอีกครั้งคราวนี้ผมเห็นของจริงเลย ไม่ใช่แค่ในหนังสือหรือโทรทัศน์แล้วล่ะครับ

เรือเทียบท่าที่ท่าเรือประจวบ วันนี้ช่วงพักเที่ยงเลยชะแว๊บมาดูซักหน่อย ซ้ายเรือรบ ขวาเรือขนสินค้า(ในที่นี้คือเหล็กแท่งยาว Slab)

ภาพใกล้ๆ คนรอเข้าแถวขึ้นเรือเยอะมากๆครับ ผมก็ไม่ได้ขึ้นแต่อย่างนี้ก็ได้มาเห็นแล้ว

เลข 911 ด้านข้างเรือครับไม่รู้เหมือนกันว่ามีความหมายว่าอย่างไรเป็นพิเศษรึเปล่าใครทราบช่วยบอกต่อด้วยนะครับ ^^ แต่ที่รู้พรุ่งนี้หวยออก และไม่พลาดครับเลขที่ออก 114

เอาซะหน่อยโรงเรียนต่างๆในละแวกบางสะพานต่างพานักเรียนตัวน้อยมาชมเรือลำใหญ่มหึมาลำนี้ จริงๆแล้วผมก็ตื่นตาตั้งแต่ได้เข้ามาในท่าเรือแล้วครับ ก็แหม!เล่นยาวซะตั้ง 5 กิโลเมตรออกไปในทะเล

 รู้สึกเสียดายบ้างที่ได้ได้ขึ้น และไม่ได้เห็นซี แฮริเออร์ ที่ประจำการบนเรือเลยครับ

edit @ 2 Jan 2009 21:10:13 by Eitchiko